ในปี 2568 บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ดำเนินธุรกิจภายใต้สภาพการณ์ที่มีความท้าทายมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงสามารถรักษาระดับผลการดำเนินงานและสถานะทางการเงินให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีได้ พร้อมกันนี้

บริษัทได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างและกระบวนการทำงานภายในในบางส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต

ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทยังคงมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจวิศวกรรมและก่อสร้างยังคงดำเนินไปอย่างมีเสถียรภาพ ภายใต้ปริมาณงานในมือที่สนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและ การบริหารจัดการอย่างมีวินัย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของรายได้ กระแสเงินสด และความสามารถในการทำกำไร

ในขณะเดียวกัน บริษัทได้พัฒนาศักยภาพขององค์กรอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการพัฒนาบุคลากร การเสริมสร้างระบบควบคุมภายใน และการบริหารความเสี่ยง โดยยังคงยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ พร้อมทั้งยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 บริษัทได้ต่อยอดการดำเนินงานด้าน ESG เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดูแลสิ่งแวดล้อมและการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

จากการเปลี่ยนแปลงของบริบททางเศรษฐกิจทั้งในระดับโลกและภูมิภาค บริษัทได้เร่งขับเคลื่อนกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจสู่ภาคพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่และเสริมศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

หนึ่งในก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว คือการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดพลังงานในระดับภูมิภาค โดยมุ่งเน้นที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เนื่องจากมีศักยภาพความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และบทบาทที่เพิ่มขึ้นในฐานะผู้จัดหาพลังงานไฟฟ้าให้แก่ภูมิภาค

ภายใต้แนวทางดังกล่าว บริษัทได้เริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจพลังงานรูปแบบดั้งเดิมผ่านการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าถ่านหิน (coal value chain) โดยตลอดปี 2568 บริษัทได้ทุ่มเทความพยายามอย่างต่อเนื่องในการผลักดันโครงการดังกล่าว และสามารถดำเนินการเข้าลงทุนในบริษัท Nam Tien Limited Liability Company ได้สำเร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญภายหลังจากการเตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้นตลอดทั้งปีที่ผ่านมา

การลงทุนดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัทในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน ครอบคลุมตั้งแต่การดำเนินงานเหมือง การบริหาร

จัดการด้านโลจิสติกส์ ไปจนถึงการขนส่งถ่านหินข้ามพรมแดน และเป็นการวางรากฐานในการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าฐานของภูมิภาค (baseload power generation) ควบคู่กับการพัฒนาความรู้และความเชี่ยวชาญในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับทรัพยากรธรรมชาติ

นอกเหนือจากพลังงานรูปแบบดั้งเดิม บริษัทยังมุ่งพัฒนาโอกาสในด้านพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะยาว โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (pumped storage hydropower) ร่วมกับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (Electricite Du Laos) และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวมีศักยภาพในการเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานหมุนเวียน และสนับสนุนการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศในภูมิภาค

ควบคู่กันนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการพัฒนาแนวทางการผสานพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เข้ากับระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงาน และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป

แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างความมั่นคง ความยั่งยืน และการเติบโตในระยะยาว

บริษัทจะยังคงต่อยอดความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ควบคู่กับการขยายสู่ธุรกิจพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ โดยมุ่งเน้นการลงทุนอย่างรอบคอบ การดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

ในนามของคณะกรรมการบริษัทและฝ่ายบริหาร บริษัทขอขอบคุณผู้ถือหุ้น พนักงาน คู่ค้าพันธมิตร และผู้มีส่วนได้เสียทุกท่าน สำหรับความไว้วางใจและการสนับสนุนที่มีให้แก่บริษัทด้วยดีเสมอมา บริษัทจะยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ โปร่งใส และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นายแวน ฮวง ดาว

ประธานกรรมการบริษัท และกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม

นายเดวิด แวน ดาว

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม